1. นโยบายการสาธารณสุข (Public Health Policy)
นโยบายสาธารณสุขมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสุขภาพประชาชนในการดำเนินงานทางด้านสุขภาพ และบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ตัวอย่างนโยบายสาธารณสุขที่คุ้นเคย เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นโยบาย 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร นโยบายสาธารณสุขมูลฐาน นโยบายการส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและการใช้สมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุข เป็นต้น ในช่วงที่ผ่านมาแม้กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการตามนโยบายสาธารณสุขแต่อัตราการเจ็บป่วยล้มตายของประชากรไทยมิได้ลดลง และการเจ็บป่วยจากการมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกลับเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น อุบัติเหตุ ดังนั้นประเทศไทยจึงเพิ่มความสำคัญต่อนโยบายสาธารณะที่มุ่งลดการตาย การบาดเจ็บ และพิการจากอุบัติเหตุบนท้องถนน นโยบายสาธารณะส่วนหลังนี้ไม่ใช่นโยบายสาธารณสุข แต่เป็นนโยบายสาธารณะที่กว้างกว่านโยบายสาธารณสุข และเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพ จึงเรียกว่า นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
2. นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Health Public Policy)
นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หมายถึง “ นโยบายที่แสดงความห่วงใยอย่างชัดเจนในเรื่องสุขภาพ พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสุขภาพ ที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นนโยบายที่มุ่งสร้างเสริมสิ่งแวดล้อมทั้งทางสังคม และกายภาพที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่มีสุขภาพดี และมุ่งให้ประชาชนมีทางเลือก และสามารถเข้าถึงทางเลือกที่ก่อให้เกิดสุขภาพดีได้ ”
ตัวอย่างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับรัฐบาล และประเทศ
- การควบคุมการบริโภคบุหรี่ และสุราด้วยมาตรการต่าง ๆ
- การส่งเสริมเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ หรือเกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ
- การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัส
- นโยบายการจัดผังเมืองที่ดี การทำเมืองน่าอยู่ การส่งเสริมชีวิตสาธารณะ
ตัวอย่างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- การส่งเสริมเครือข่ายเกษตรปลอดสารพิษ และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับผู้บริโภค
- การวางผังชุมชน ดูแลการพัฒนาชุมชนให้เป็นระบบระเบียบ
ตัวอย่างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับหน่วยงาน/ องค์กร
- การทำโครงการลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ จัดสถานที่และสร้างบรรยากาศการออกกำลังกาย
- การส่งเสริมให้พนักงานบางประเภทนำงานกลับไปทำที่บ้านเพื่อให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
ตัวอย่างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับชุมชน/ ประชาชน
- การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเกษตรปลอดสารพิษ
- การรวมตัวกันจัดระบบดูแลความปลอดภัยในชุมชนกันเอง
การจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดี ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร การศึกษา รายได้ ความสงบ ระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัย ทรัพยากรที่ยั่งยืน ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมกันในสังคม เนื่องจากทุกปัจจัยที่กล่าวมาเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ดังนั้น การจัดการด้านสุขภาพแนวใหม่จึงมุ่งเน้นส่งเสริมสุขภาพแทนการรักษา
3. แนวโน้มการส่งเสริมสุขภาพในอนาคตของไทย
การปรับบทบาทภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมที่เป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพไปเป็นผู้กำกับดูแลระบบบริการสุขภาพ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี แนวใหม่ ทำให้การจัดบริการส่งเสริมสุขภาพไม่ได้อยู่ภายใต้การดำเนินของกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไป ซึ่งตามเจตนารมณ์ของแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 จนถึงฉบับปัจจุบันยังให้ความสนใจเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจะต้องร่วมมือกันทุกหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยอาศัยกลยุทธ์การสร้างการมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายภาคีสุขภาพทุกภาคส่วนของสังคม และผลของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติซึ่งได้ประกาศเป็นธรรมนูญของรัฐ จะทำให้มีหน่วยงาน องค์กรมหาชนเข้ามารับผิดชอบด้านการ ส่งเสริมสุขภาพ ในอนาคตการบริการสุขภาพที่บ้านที่เรียก “การบริการใกล้บ้านใกล้ใจ” จะเน้นการส่งเสริมสุขภาพแก่บุคคล ครอบครัว ชุมชน โดยบทบาทภาระกิจหลักที่สำคัญ คือการพัฒนาศักยภาพของบุคคลทุกระดับ ให้รู้จักการดูแลส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงก่อนที่จะเจ็บป่วย
จากผลของการกระจายอำนาจ ทำให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชน ครอบครัว ชุมชน ประชาคม โดยการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 เพื่อสร้างความหลากหลายของแกนนำสุขภาพระดับชุมชนในการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ของงานสาธารณสุขมูลฐาน และจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 เพื่อการสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายและองค์กรเอกชนด้านสุขภาพ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสุขภาพ ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดระบบสุขภาพของชุมชนและท้องถิ่นในรูปพหุภาคี ดังนั้น คาดว่าในอนาคตจะมีการรวมกลุ่มของประชาชนในสังคมเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างจริงจัง ซึ่งหน่วยงาน องค์กรต่างๆจะต้องคิดค้นรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและนำเสนอเพื่อของบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนในท้องถิ่น และแหล่งทุนระดับชาติ ทั้งนี้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีพื้นบ้านจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพมากขึ้นในอนาคต ซึ่งแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมสุขภาพในอนาคตน่าจะเป็น ดังนี้
1. เร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพ
โดยการสร้างความเข้าใจใหม่ว่า สุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องการเจ็บป่วยทางกายเท่านั้น แต่สุขภาพเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องทุกมิติในการดำเนินชีวิต และการส่งเสริมสุขภาพก็เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิต สำหรับสาขาวิชาชีพทางสุขภาพจะต้องทำความเข้าใจว่าการส่งเสริม สุขภาพแนวใหม่ คือ กระบวนการที่สืบทอดและพัฒนามาจากยุทธศาสตร์การสาธารณสุขมูลฐานที่ได้ดำเนินมากว่า 20 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการส่งเสริมสุขภาพ กระทำโดย
* เร่งพัฒนา “สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” ให้เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการผลักดันแนวคิด นโยบาย แผนงาน มาตรการ การประสานงาน การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมการวิจัย การจัดเวทีแลกเปลี่ยน การปรึกษาหารือ และการประเมินผล
จัดตั้งองค์กรในระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน อาจผสมผสานอยู่ในองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านประชาสังคม ทำหน้าที่ในการผลักดันแนวนโยบาย แผนงาน มาตรการ การประสานงาน การดูแลกำกับ และการประเมินผลภายในจังหวัด
* พัฒนาและปรับบทบาทองค์กรในท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดองค์การบริหารส่วนตำบล กองทุนชุมชน ให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพร่วมกับหน่วยงานและองค์กรชุมชนที่มีอยู่ในพื้นที่
* จัดหาเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณของรัฐ เช่น ภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา
3) การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพแห่งชาติ
โดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมาย เป้าหมายและตัวชี้วัดด้านสุขภาพ รวมทั้งยุทธศาสตร์รองรับ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพเพื่อเป็นตัวกำหนดแนวทาง นโยบาย แผนงาน และการประเมินผล
4) การผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
โดยการพัฒนากลไกด้านนโยบายระดับชาติ เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ นอกจากนี้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกโครงการ จะต้องมีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพควบคู่กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
5. การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาพ
สามารถทำได้ทั้งระดับชาติ เช่น การทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย/ข้อบังคับให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน ระดับท้องถิ่น เช่น การพัฒนาอาชีพและรายได้ของชุมชน การพัฒนากองทุนชุมชน การสร้างลานกีฬาในชุมชน เป็นต้น
6) การส่งเสริมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพระดับชุมชนให้เข้มแข็ง
โดยการสร้างแนวร่วมระดับชุมชนให้มีส่วนรับผิดชอบโครงการด้านสุขภาพร่วมกัน มีการกระตุ้นให้ตัวแทนจากทุกส่วนในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
7) การพัฒนากำลังคนเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ
โดยการสอดแทรกแนวคิด และการปฏิบัติในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา ในส่วนสถาบันผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ จะต้องฝึกให้ ผู้เรียนมีความรู้ เจตคติ และทักษะในการดำเนินกลยุทธ์ส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการชี้แนะ การให้ความรู้ทางสุขภาพ การติดต่อสื่อสาร การประสานงาน การสร้างการมี ส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างพลังอำนาจแก่ชุมชน เป็นต้น
8) การส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรวิชาชีพ องค์กรชุมชน และภาคธุรกิจเอกชน
โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้องค์กรเหล่านี้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อการส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน
9) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสนาในการส่งเสริมสุขภาพ
ในแต่ละชุมชนจะต้องศึกษาและใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรกรรมทางธรรมชาติ การสร้างพลังอำนาจของชุมชน การอยู่ร่วมกันของชุมชนอย่างสันติ และเอื้ออาทรต่อกัน
4. การส่งเสริมสุขภาพในต่างประเทศ
องค์การอนามัยโลก ได้เป็นแกนนำระดับนานาชาติในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก เมื่อ ค.ศ. 1977 โดยประเทศที่เข้าร่วมได้กำหนดเป้าหมายหลักการของสาธารณสุข คือให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ปี 2543 หรือ “Health for All by the Year 2000” และจากการประชุมใหญ่ที่เมือง อัลมา อตา ประเทศรัสเซีย ใน ค.ศ.1978 ได้ข้อตกลงร่วมกันในการใช้กลวิธีหลัก คือ การ สาธารณสุขมูลฐาน (Primary health care) เพื่อให้บรรลุสุขภาพดีถ้วนหน้า ต่อมา ปี ค.ศ.1986 องค์การอนามัยโลกได้จัดประชุมหาแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพอีกครั้ง โดยจัดประชุมที่ประเทศคานาดา ได้มีข้อตกลงใช้นโยบายหลักของการพัฒนาสาธารณสุขแนวใหม่ คือ เน้นการ ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งมีการเรียกนโยบายนี้ว่า กฎบัตรออตตาวา (Ottawa charter) ประเทศ ต่าง ๆ ระดับนานาชาติได้นำไปประยุกต์ใช้แตกต่างกัน ในที่นี้ขอกล่าวถึง 2 ประเทศ ได้แก่
กรณีศึกษาที่ 1 : การส่งเสริมสุขภาพในแคนาดา
ประเทศแคนาดา เป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในการส่งเสริมสุขภาพมากว่า 2 ทศวรรษ และประสบความสำเร็จจนได้ชื่อว่า เป็นประเทศผู้นำทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ จากแนวคิดที่ว่า ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข มีบทบาทน้อยมากในการกำหนดสถานะสุขภาพของประชาชน เนื่องจากสุขภาพมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยมากมาย และเป็นผลลัพธ์จากการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางชีววิทยาของมนุษย์ การจัดบริการสาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต เพื่อการแก้ปัญหา โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพ จึงมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพขึ้น ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานอิสระที่ทำงานด้านบุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาเสพย์ติด อาหาร และอนามัยเด็ก กิจกรรมดำเนินการ ได้แก่
- การให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะด้วยวิธีการตลาดเชิงสังคม
- การสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนโดยกำหนดเป็นโครงการให้ทุนอุดหนุน
- การพัฒนานโยบายและโครงการ
- การพัฒนาความรู้
การปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมสุขภาพในขณะนั้น มีจุดเน้นที่การปรับวิถีชีวิต หรือพฤติกรรมสุขภาพโดยผ่านทางสื่อมวลชน การให้สุขศึกษารายกลุ่ม การให้สุขศึกษาในโรงเรียน และสร้างกิจกรรมในชุมชน หลังจากดำเนินการ 5 ปี ได้มีการประเมินผลและเสนอแนวทางให้มีการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขอย่างจริงจัง และการส่งเสริมสุขภาพได้มีการกำหนดแนวทางหลาย ๆ ด้าน ได้แก่
- รัฐบาลกลางได้มีการกำหนดกลยุทธ์ที่มีขอบข่ายกว้างขวางในการแก้ปัญหาสาธารณสุขเฉพาะเรื่อง และเฉพาะกลุ่ม ซึ่งทำให้เกิดโครงการต่าง ๆ ตามมา เช่น โครงการป้องกันโรคหัวใจ โครงการสร้างเสริมโภชนาการ โครงการสร้างเสริมการออกกำลังกาย โครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์แห่งชาติ โครงการลดการบริโภคยาสูบ เป็นต้น
- ส่งเสริมให้มีโครงการส่งเสริมสุขภาพในทุกระดับการปกครอง
- มีการจัดตั้ง “สภาสาธารณสุข” ในระดับจังหวัด/เขตปกครอง
- มีการก่อตั้งโครงการ “ชุมชนสุขภาพดี” (Healthy community) และ “การสร้างความ เข้มแข็งเกี่ยวกับสุขภาพชุมชน” “Strengthening community health” ในทุกระดับด้วยการเป็นผู้นำความคิดด้านการส่งเสริมสุขภาพ ทำให้ประเทศแคนาดามีส่วนสนับสนุนการประยุกต์ใช้แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพทั้งในระดับชาติ และระดับสากล ซึ่งจากประสบการณ์ของประเทศแคนาดา ทำให้นานาชาติก้าวไปสู่การพัฒนารูปแบบใหม่ของการ ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นกลวิธีใหม่เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพอย่างแท้จริง
กรณีศึกษาที่ 2 : การส่งเสริมสุขภาพในออสเตรเลีย
ปี พ.ศ.2536 ประเทศออสเตรเลียได้มีการสนับสนุนการแก้ปัญหาสุขภาพด้วยแนวทางการส่งเสริมสุขภาพ โดยมีการจัดทำ “ยุทธศาสตร์สุขภาพดีถ้วนหน้าแห่งชาติ “ และ “โครงการ ส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งประเด็นที่กำหนดเป็นเป้าหมาย ได้แก่ การแก้ปัญหาใน 4 ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับ 1) การตายและการป่วยที่ป้องกันได้ 2) วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง 3) ความรู้และทักษะด้านสุขภาพ และ 4) สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
ในระยะต่อมาได้เกิดโครงการส่งเสริมสุขภาพในออสเตรเลียมากมาย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพ คือ กองทุนพัฒนาสุขภาพ ซึ่งกำหนดให้ดำเนินโครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาสุขภาพ ซึ่งมีโครงการย่อย เช่น โครงการดูแลปัญหายาเสพติด โครงการมาตรฐานอนามัยสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประกอบด้วยโครงการย่อย เช่น โครงการสุขภาพสตรีแห่งชาติ โครงการบริการหนุ่มสาวจรจัด โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
ในประเทศออสเตรเลียมีการกำหนดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพหลายอย่าง เช่น
- การใช้มาตรการกฎหมายสำหรับการส่งเสริมสุขภาพ กิจกรรมดำเนินการเกี่ยวข้องกับการสุ่มตรวจระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ การใช้เข็มขัดนิรภัย การควบคุมการโฆษณาและการจำหน่ายบุหรี่ เป็นต้น
- กฎหมายนอกภาคสาธารณสุข ถูกกำหนดขึ้นเนื่องจากความเห็นที่ว่าสุขภาพเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน จึงมีการกำหนดกฎหมาย เช่น มาตรฐานบ้านและสิ่งก่อสร้าง มาตรฐานการป้องกันไฟ อาชีวอนามัย และความปลอดภัย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- กฎหมายรับรองการจัดตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพทุกระดับในประเทศ การดำเนินการอาศัยเงินจากภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา สำหรับเป็นทุนสนับสนุนโครงการย่อย ๆ ในระดับท้องถิ่น
จากประสบการณ์กรณีศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพของ 2 ประเทศข้างต้น อาจสรุปได้ว่าการส่งเสริมสุขภาพเป็นกระบวนการแก้ปัญหาสุขภาพแนวใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญอันดับแรกแก่กลุ่มคนที่ปกติ เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรม รวมทั้งลดภาวะเสี่ยงทางสุขภาพ อันดับรองลงมา คือ การตรวจคัดกรองโรคเพื่อค้นหาโรคระยะเริ่มแรก และสุดท้ายกระบวนการส่งเสริมสุขภาพก็ยังมีบทบาทในการพัฒนา คุณภาพชีวิตแก่กลุ่มที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังและกลุ่มผู้พิการให้สามารถดูแลตนเองได้และอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข
บรรณานุกรม
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และสุมาภรณ์ แซ่ลิ่ม. 2545. แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 จากนโยบายสู่การปฏิบัติ. ใน 30 ประเด็นสู่แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และสุภาภรณ์ แซ่ลิ้ม บรรณาธิการ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และสุภาภรณ์ แซ่ลิ้ม บรรณาธิการ. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์.
จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ และคณะ. 2543. สถานะสุขภาพคนไทย. กรุงเทพ : อุษาการพิมพ์.
ประเวศ วะสี. 2542. บนเส้นทางใหม่การส่งเสริมสุขภาพ อภิวัฒน์ชีวิตและสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ :สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข. 2545. การกระจายอำนาจ การปรับตัวของระบบสุขภาพ ใน 30 ประเด็นสู่แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และสุภาภรณ์ แซ่ลิ้ม บรรณาธิการ. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์.
ลักขณา เติมศิริกุลชัย และ สุชาดา ตั้งทางธรรม. 2541. สุขภาพของโลก ค.ศ.2020 : ภาพอนาคตเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ : บริษัท ดีไซร์ จำกัด.
สงวน นิตยารัมภ์พงศ์. 2541. ปฏิรูประบบบริการสุขภาพไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. 2541. วิวัฒนาการส่งเสริมสุขภาพระดับนานาชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพ : บริษัทดีไซร์ จำกัด.
เสนีย์ สุขสว่าง. 2543. ปฏิรูประบบสุขภาพไทย : กระแสที่ต้องจับตามอง. วารสารหมออนามัย.4(4) : 46 – 50.
สำนักนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุข. 2543. รายงานการจัดทำตารางชีพ ปี พ.ศ.2539 และ 2540. (เอกสารอัดสำเนา)
Carvalho, S.R. and Compose. 2000. Health Care Models : Organization of Reference Teams in the Health
Basic Network of Secretaria Municipal de Saude of Betim, Minas Greais State, Brazil. Cad Saude
Publica. 16(2) : 507 – 515.
Marcus, M.T. 2000. An interdisciplinary team model for substance abuse prevention in communities.
Journal Professional Nurse. 16(3) : 158 – 168.
Sally, K.et.al. 1997. Promoting the Health of the Nation. London : Churchill Livingstone.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น