แนวทางการบริบาลผู้สูงอายุ
ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชน พบได้ทุกหลายระดับของเศรษฐกิจครอบครัว ปัญหาก็จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ที่มีปัญหามากที่สุดมักเป็นผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยงคือมีรายได้น้อย ด้อยโอกาส เจ็บป่วยเรื้อรัง ว่างงาน ถูกทอดทิ้ง ประสบภัยพิบัติ หรือมีติดสารเสพติดในผู้สูงอายุ ปัญหาต่าง ๆ จะมีปัญหาพื้นฐานของผู้สูงอายุประกอบด้วย ปัญหาด้านสังคม ปัญหาด้านโภชนาการ ปัญหาด้านยารักษาโรค ปัญหาด้านคำแนะนำทางกฎหมาย เป็นต้นุ
จะเห็นได้ว่า ความต้องการของผู้บริบาลผู้สูงอายุจะหนีไม่พ้นปัญหาด้านการเงินถึงร้อยละ 57.3 และ มีความต้องการทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 83.4 (ศศิพัฒน์ ยอเดพชร, 2549) และเมื่อพิจารณาถึงความต้องการของ ผู้สูงอายุจะต้องการ การดูแลทั่วไป การดูแลที่มีปัญหาหลงลืม การจัดสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะกับผู้สูงอายุ การมีกลุ่มกิจกรรมของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นความต้องการในการวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ นอกจากผู้สูงอายุแล้วความต้องการของผู้บริบาลเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการบริบาลผู้สูงอายุยังคงเป็นครอบครัว โดยผู้ดูแลร้อยละ 81.2 เป็นบุตรหลาน และญาติ เหตุผลก็คือ อยู่ด้วยกันมาและดูแลกันไป ในขณะที่ผู้ที่ดูแลรับจ้างมีเพียงเล็ก น้อยประมาณร้อยละ 0.3 เท่านั้น (ชาย โพธิสิตา, สุขาดา ทวีสิทธิ์, 2552) ความต้องการของผู้ดูแลต้องการเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดในการดูแลผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง วิธีการที่จะติดต่อกับทีมสุขภาพเมื่อผู้ดูแลมีปัญหาสุขภาพ มีระบบบริการรถรับส่ง การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นหรือมีแหล่งสนับสนุน ที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ ซึ่งเหล่านี้เป็นความต้องการที่ควรต้องตอบสนอง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ
ระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตั้งแต่การปฏิรูประบบสุขภาพเน้นสร้างนำซ่อมสุขภาพยังคงเน้นการดูแลแบบเฉียบพลันเป็นหลัก โดยเฉพาะระบบการดูแลในโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้ว ยังมีช่องว่างในการให้บริการอยู่ในระบบบริการปฐมภูมิก็มีข้อจำกัดด้านบุคลากรทั้งในแง่ของจำนวนและศักยภาพของ บุคลากร ในการให้บริการที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ โรงพยาบาล ชุมชนหลายแห่งได้มีการจ้างนักกายภาพบำบัดในการให้บริการในโรงพยาบาลและบริการเชิงรุก และโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง จัดทีมให้บริการเชิงรุกในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home health care) เพื่อรองรับการดูแล ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุนั้นกว้างกว่ามิติ ทางการแพทย์และสาธารณสุข อีกทั้งทักษะและความรู้ของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยและอาสาสมัครในชุมชน (อสม.และผสส.) ที่เคยประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพประชาชน จากการเจ็บป่วยเฉียบพลันในอดีตนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการการบริการของชุมชนในปัจจุบันที่เป็นการเจ็บป่วยเรื้อรังและต้องการการดูแลที่ต่อเนื่อง รอบด้านและบูรณาการ ทั้งด้านการแพทย์และด้านสังคม นอกจากนั้นเป็นกลุ่มของอาสาสมัคร ถึงแม้จะมีใจในการสนับสนุนการดำเนินการ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่จะทำงานได้อย่างสมํ่าเสมอต่อเนื่อง (กนิษฐา บุญธรรมเจริญ, ภัทรพรรณ อดทน, 2552) จากการศึกษาสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวของ ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และคณะในปี 2552 (ศิริพันธุ์ สาสัตย์, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์, เตือนใจ ภักดีพรหม, เพ็ญจันทร์ เลิศรัตน์, ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2552) พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 15.9 อยู่ในภาวะพึ่งพิงผู้อื่นทั้งหมด เมื่อพิจารณาผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงปานกลางถึงพึ่งพิงผู้อื่นทั้งหมด พบถึงร้อยละ 52.3 โดยร้อยละ 55.6 พบในผู้สูงอายุที่พักอยู่ใน ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ต้องการได้รับการช่วยเหลือดูแลถึง 20 - 27 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในสถานบริการยังมีโรคประจำตัวและภาวะพึ่งพิงจากการถดถอยของสมรรถ ภาพตามวัย ดังนั้นแนวโน้มของภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มมากขึ้นตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร สูงอายุและโรคเรื้อรัง
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าบทบาทของการดูแลของทีมสุุขภาพจำเป็นต้องอาศัยทีมสุขภาพภาคประชาชนเช่นกัน ซึ่งในสถานการณ์ที่โลกเข้าสู่่สังคมผู้สูงอายุ กอรปกับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มุ่งดูแลด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มอายุ ซึ่งรวมไปถึุงผู้สูงอายุด้วย สิ่งที่เป็นไปได้ของงานสร้างสุขภาพในชุมชนจะขาดไม่ได้อย่างแน่นอนว่าจำเป็นต้องอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ฯลฯ ซึ่งเป็นทีมสุขภาพภาคประชาชนนั่นเองสำหรับการบริบาลผู้สูงอายุในชุมชนให้ได้รับการดูแลด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานหรือเบื้องต้น รวมถึงสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนั้นเพื่อให้ระบบการดูแลที่ดีและสอดคล้องและเชื่อมโยงกับการดูแลรักษาพยาบาลของทีมสุขภาพ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ มีปัญหา เช่น ปัจจุบันรัฐได้ให้ความช่วยเหลือเป็นรายเดือนแก่ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ขาดการ ดูแลจากลูกหลาน การให้การรักษาฟรีแก่คนชราการให้ความช่วยเหลือแนะนำความรู้ด้านต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ เช่น คำแนะนำในการเสียภาษี การทำพินัยกรรม ฯลฯ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการถูกหลอก ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตเสียได้การจัดบริการต่าง ๆ แก่ผู้สูงอายุ เช่น การจัดบริการพยาบาลไปเยี่ยมบ้าน การจัดอาสาสมัคร นักสังคมสงเคราะห์ไปเยี่ยม พูดคุยกับผู้สูงอายุ จัดทำชมรมผู้สูงอายุ หรือ สโมสรผู้สูงอายุ มีการให้ความรู้ ชี้แจง อบรม ส่งเสริมเรื่องสุขภาพจิตจึงมีรูปแบบการดูแลที่จัดได้ทั้งในและนอกโรงพยาบาล
Day care ซึ่งเป็นสถานที่ผู้สูงอายุมารวมกันเพื่อตอบสนองความต้องการร่วมกัน หรือมีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาด้านต่าง ๆ ของผู้สูงอายุเช่น ด้านการดูแลด้านโภชนาการ ด้านการรักษาโรค ด้านคำแนะนำต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ เป็นที่รวมตัวกันของผู้สูงอายุเพื่อมี กิจกรรมร่วมกันและให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปัจจุบันในไทยมีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุเกือบทุกชุมชนรวมทั้งมีกิจกรรมวันผู้สูงอายุทุก ๆ ปี
การดูแลที่บ้านในชุมชนส่วนใหญ่ในสังคมไทย จะเป็นการให้บริการการดูแลสุขภาพโดยคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ไปติดตามดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน หรือให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประกอบด้วยบุคลากรหลายด้าน ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ นักอาชีวบำบัด เภสัชกร และอาจมีผู้ช่วยฯ ดูแลสุขภาพที่บ้าน และคนทำงานบ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
1. การเยี่ยมบ้าน (Home visit) ในผู้สูงอายุควรมี การเยี่ยมบ้านที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนี้
- Illness home visit เป็นการเยี่ยมบ้านผู้สูง อายุที่เจ็บป่วย
- Dying patient home visit เป็นการเยี่ยม บ้านผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
- Assessment home visit เป็นการเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินผู้สูงอายุ
- Hospitalization follow up home visit เป็นการเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามการรักษาหลังจากออกจาก โรงพยาบาลสู่บ้าน เป็นการดูแลต่อเนื่องของระบบบริการ สุขภาพจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน
2. การดูแลสุขภาพที่บ้าน (Home health care) เป็นการดูแลสุขภาพที่มีแบบแผนการดูแลให้บริการที่เป็น ทางการ สม่ำเสมอ โดยบุคลากรทางการแพทย์เช่นพยาบาล ชุมชน ที่ติดตามผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพที่ต้องติดตามดูแลเป็น ระยะ ๆ อย่างใกล้ชิดโดยศูนย์บริการสาธารณสุขจะดำเนินการติดตามเยี่ยมเป็นประจำ โดยใช้บ้านเปรียบเสมือนเป็น Ward เตียงที่บ้านเป็นเตียงผู้ป่วย เน้นครอบครัวเป็นหลักในการดูแล พยาบาลเวชปฏิบัติหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คอยเป็นผู้ให้คำแนะนำ ประเมินอาการเป็นระยะ ๆ อาสาสมัครสาธารณสุขเป็นผู้ช่วยพยาบาลในการเฝ้าระวังร่วมและประสานข้อมูลการดูแลกับทีมงาน
3. การบริการที่จัดในชุมชน เป็นศูนย์รับจัดส่ง พี่เลี้ยงเด็ก แม่บ้าน แม่ครัว ผู้ช่วยพยาบาล คนดูแลผู้สูงอายุดูแลผู้ป่วย เฝ้าไข้ ครบวงจร เป็นทางเลือกหนึ่งให้ชุมชนสามารถใช้ บริการได้ นอกจากนี้ยังมีสถานดูแลผู้สูงอายุ สถานดูแลผู้ป่วยใน ประเด็นนี้เหมาะกับผู้ป่วยระยะพักฟื้น และสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ ซึ่งมีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุในแต่ละวัน ตามความสามารถของ แต่ละบุคคล ซึ่งเป็นการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยระยะ พักฟื้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ควบคุมดูแล และแนะนำโดยแพทย์ พยาบาล และทีมงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมหลักสูตรในการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีบริการห้องพักที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายอย่างครบครัน นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ทำให้รู้สึกสบาย เงียบสงบเป็นส่วนตัวเหมาะสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วย ผู้พักฟื้นโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตามการดูแลหรือการบริบาลผู้สูงอายุภายใต้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ซึ่งล้วนมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการบรรเทาอาการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุทั้งสิ้น แม้ว่าในสังคมไทยจะมีระบบการดูแลทั้งจากภาครัฐและเอกชนก็ตาม แต่ปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุยังคงอยู่และมีแนวโน้มว่าอัตราการเจ็บป่วยจะสูงขึ้น ในขณะที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น และหากปล่อยทิ้งไว้อัตราการเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อน ก็ตามมาอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพภายใต้อัตรากำลัง เวลา และองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านการดูแลของผู้ดูแลหรือผู้ช่วยที่อ่อนแอ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ด้านโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ ที่ส่งผลต่ออุุปสรรคในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่่อให้งานสอดคล้องกับนโยบายเมืองไทยแข็งแรง และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้บริบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ เพื่อนำไปสู่แนวทางการบริบาลได้อย่างถูกต้องนั่นเอง
การดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยครอบครัว
ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีประสบการณ์ชีวิตมาก และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในทางหนึ่งทางใดมาก่อน มีพลังสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ดี ลูกหลานควรคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ของผู้สูงอายุ โดยทั่วไป ผู้สูงอายุก็มีความยินด ีและเต็มใจให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่อ่อนวัยกว่าอยู่แล้ว ในอดีตที่ผ่านมา ผู้สูงอายุยังให้ชีวิตที่เป็นสุขตามสมควร ซึ่งจะให้ประโยชน์จากการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี สมาชิกในครอบครัว อันประกอบด้วย ลูกหลาน ฯลฯ ควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ดังนี้
- ช่วยนำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า มีความสำคัญและมีความหวังในชีวิต เช่น ขอคำแนะนำต่าง ๆ ขอความช่วยเหลือจากผู้สูงอายุให้ควบคุมดูแลบ้านเรือน เป็นที่ปรึกษาอบรมเลี้ยงดูลูกหลาน
- ควรระมัดระวังคำพูด หรือการกระทำที่แสดงออกต่อผู้สูงอายุ เน้นความสำคัญของผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก ยกตัวอย่างเช่น เวลารับประทานอาหารเชิญชวนให้รับประทานอาหารก่อนและตักข้าวให้
- ชวนผู้สูงอายุเล่าเรื่องเหตุการณ์ประทับใจในอดีตของท่านให้ฟัง และรับฟังอย่างตั้งใจ จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่า ยังมีคนชื่นชมในบางส่วนของชีวิตของตนอยู่
- อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุปฏิบัติกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น เมื่อผู้สูงอายุต้องการไปวัดหรือศาสนสถานต่าง ๆ ลูกหลาน ควรจัดเตรียมข้าวของต่าง ๆ ให้ และจัดการรับส่งหรือเป็นเพื่อน
- เอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหาร และการออกกำลังกายหรือทำงานตามความถนัดให้เหมาะสมกับวัย
- ที่พักอาศัย หากผู้สูงอายุต้องการแยกบ้านอยู่ หรือต้องการไปอยู่สถานที่ที่รัฐจัดให้ก็ควรตามใจ และพาลูกหลานไปเยี่ยมเมื่อมีโอกาส ถ้าหากผู้สูงอายุรู้สึกเป็นสุข และต้องการอยู่ร่วมกับลูกหลาน ก็ให้อยู่บ้านเดียวกัน เพื่อเกิดความรู้สึกอบอุ่น
- ช่วยให้ผู้สูงอายุมีโอกาสพบปะสังสรรค์กับญาติสนิท และเพื่อนร่วมวัยเดียวกัน โดยการพาไปเยี่ยมเยียนหรือเชิญเพื่อนฝูงญาติมิตร มาสังสรรค์ที่บ้านเป็นที่คลายเหงา พาไปสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมของผู้สูงอายุ เช่น วัด หรือชมรมผู้สูงอายุในชุมชน
- ให้ความสำคัญเห็นคุณค่า และเคารพยกย่องนับถือ ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งสอนและข้อแนะนำจากผู้สูงอายุ ร่วมมือกันรักษาฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมของไทย เช่น ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเนื่องในวันสงกรานต์ เป็นต้น
- ให้อภัยในความหลงลืม และความผิดพลาดที่ผู้สูงอายุกระทำ และยิ่งกว่านั้น ควรแสดงความเห็นอกเห็นใจที่เหมาะสมด้วย
- ช่วยเหลือดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย หรือพาไปตรวจสุขภาพให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเจ็บป่วยหนัก เรื้อรัง
- ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส หางานอดิเรกทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงนก เลี้ยงไก่ สุนัข หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น
- ให้ความสนใจในลูกหลาน ปฏิบัติตนให้ลูกหลานมีความศรัทธา เชื่อมั่นและเป็นที่พึ่งเมื่อยามเดือดร้อนหรือทุกข์ใจได้
- ให้ความสนใจต่อปัญหาหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยอ่านจากหนังสือ ฟังข่าวจากวิทยุ จากโทรทัศน์ จะได้มีความรู้ความเข้าใจ ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม อีกทั้งยังเป็นการบริหารความคิด และสมองไม่ให้เสื่อมถอยลง
- ให้ความช่วยเหลือครอบครัวในส่วนที่พอจะทำได้ เช่น ช่วยดูแลเด็กเล็ก ช่วยดูแลบ้านเมื่อลูกหลานออกไปทำงานนอกบ้าน
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ รู้จักออกกำลังกายตามความเหมาะสมที่ร่างกายจะทำได้ ไม่ทำตัว ให้เป็นที่กังวลของลูกหลาน หรือผู้อยู่ร่วมกัน
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยชุมชน จะเป็นรูปธรรมได้นั้น ทุกคนในชุมชนจะต้องได้รับการปลูกฝัง ให้มีพื้นฐานจิตสำนึก ความคิด และการปฏิบัติของทุกคนในชุมชน (ผู้สูงอายุ ลูกหลาน และผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุกคน) ต้องตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญของผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะลูกหลาน) เสมอเหมือนปูชนียบุคคล ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ล้มเหลว และดีงาม ซึ่งเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของลูกหลาน ชุมชนในปัจจุบัน โดยลูกหลาน และผู้อาศัยในชุมชน ต้องแสดงความเคารพยกย่อง ให้เกียรติเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ในการให้คำปรึกษา แนะแนวการดำเนินชีวิต, การงานอาชีพ, ครอบครัว, การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และบทบาทหน้าที่ของภาครัฐ และเอกชน เพื่อเป็นรากฐานชีวิตในชุมชนที่จะเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อการช่วยเหลือดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ให้ร่างการแข็งแรง และสุขภาพจิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติ และมีความสุขอย่างต่อเนื่องตลอดไป เช่น สมัยปัจจุบัน โดยนับถือผู้สูงอายุดุจดั่งร่มโพธิ์ร่มไทร สร้างสายใยในครอบครัว สืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชน
- ชุมชนรวมจัดตั้ง “สวนรวมแรง ร่วมใจ ร่วมรัก พิทักษ์สุขภาพ” ร่วมกันทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยความร่วมมือของประชาชนในชุมชน โดยชมรมเป็นแกนร่วมสร้างสวนสุขภาพ ประกอบด้วย สนามออกกำลังกาย, สนามเด็กเล่น, ลานกิจกรรม และร่วมปลูกต้นไม้ดอกไม้ให้ร่มรื่น สวยงาม เป็นรากฐานการปลูกฝังการดู แลสุขภาพ รักธรรมชาติแกลูกหลาน เป็นการสร้างสายใยสัมพันธ์ ร่วมกันทุกกลุ่มอายุให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน
- การประสานงานรวมกันระหว่างชมรมผู้สูงอายุ ในชุมชนกับองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อการส่งเสริมงบประมาณดำเนินกิจกรรมรณรงค์ การช่วยเหลือดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ให้ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพจิตที่ดี โดยจัดสัปดาห์ตรวจสุขภาพประจำปี จัดนิทรรศการเรื่องที่ชุมชนสนใจ การทัศนาจรใน และนอกสถานที่ของจังหวัด จัดฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรมทุกวันพระ และวันสำคัญทางศาสนา
- ชุมชนจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้าน ในชุมชนนั้น ให้มีการสืบทอดการปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อถ่ายทอดถึงลูกหลาน และเป็นวัฒนธรรมในชุมชนตลอดไป เช่น กลุ่มจัดทำสิ่งของเครื่องใช้ อาหารพื้นบ้านที่มีประโยชน์ เพื่อจำหน่ายในร้านค้าของชุมชน และกลุ่มการนวดแผนไทยให้แพร่หลายตลอดไป
- ชุมชนประกาศเกียรติคุณลูกหลาน หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุดีเด่นในชุมชน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ให้ลูกหลานมีจิตสำนึก ในความรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องสืบไป
- ชุมชนสร้างเสริมสื่อการดูแลรักษาสุขภาพ และส่งเสริมการดำเนินกิจกรรม ของชมรมผู้สูงอายุ ให้ดำรงอยู่ตลอดไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ชุมชนให้ความสำคัญ และจัดเตรียมความพร้อมบุคคล ที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุ (อายุ 55-60 ปี) เพื่อการยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ได้อย่างมีความสุข โดยการดำเนินโครงการฝึกทักษะชีวิต แบบมีส่วนร่วมในการปรับตัว รับการเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุอย่างเหมาะสม
- ชุมชนจัดตั้งศูนย์ดูแลส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเตาะแตะ (เด็กอายุ 0-3 ปี) โดยผู้อยู่ในวัยก่อนสูงอายุ หรือผู้สูงอายุที่มีความพร้อม และสมัครใจ เพื่อการแสดงถึงคุณค่า และมีการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ของทรัพยากรบุคคลในชุมชน อย่างเป็นรูปแบบสมัยก่อนที่งดงามวิธีหนึ่ง
การดูแลให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอิสระเพียงพอที่จะทำอะไรตามความต้องการได้แม้ว่าร่างกายของผู้สูงอายุจะมีโรคประจำตัวและมีความเสื่อมถอยอยู่ก็ตาม การดูแลผู้สูงอายุควรปรับการดูแลให้มีความยืดหยุ่นพยายามให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง ทำกิจวัตรและสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองให้มากที่สุดและพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุของแต่ละคนจะช้าเร็วต่างกันขึ้นอยู่กับ พันธุกรรม สภาพร่างกาย การดูแลสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ด้วยอายุที่มากขึ้นผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ 3 ด้านคือ
1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเนื่องจากระบบต่างๆ ของร่างกายจะเสื่อมสภาพและทำงานได้น้อยลงการดูแลผู้สูงอายุอาจต้องมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
2.การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุส่วนมากมักประสบกับปัญหาวิตกกังวล ซึมเศร้า รู้สึกสิ้นหวังและต้องการการสร้างกำลังใจผู้สูงอายุ ปัญหาเหล่านี้อาจถูกละเลยจากคนในครอบครัวเพราะความเข้าใจว่าผู้สูงอายุต้องการเรียกร้องความสนใจ
3. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผู้สูงอายุจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าที่น้อยลงเพราะโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมที่น้อยลง ขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสังคมทำให้ผู้สูงอายุถูกแยกตัวออกจากสังคม
เมื่อการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และนำไปสู่ปัญหาตามมาของครอบครัวทำให้สูญเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายของครอบครัวเมื่อเกิดเการเจ็บป่วย เสียเวลาทำงานเพราะต้องเฝ้าไข้ยามนอนรักษาพยาบาลทั้งในและนอกโรงพยาบาล ดังนั้นระบบการจัดการสุุขภาพที่ดีตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยเน้นงาน 4 มิติ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซุึ่งงานดังกล่าวๆ นั้นผู้บริบาลผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีแนวทางการบริบาลที่ดีและตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชน ดังนี้
1.เลือกอาหาร วัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
2.ออกกำลังกาย หากไม่มีโรคประจำตัวแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อยๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นจนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อยๆ ลดลงช้าๆ และค่อยๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว
3.สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้
4.หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่างๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้
5.ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม
6.ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
7.หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียงอาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด
8.หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ้าอย่างนี้ล่ะก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด
9.ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย
ข้อข้อจำ : แม้ผู้สูงอายุจะเคยเป็นคนแข็งแรง แต่เมื่อร่างกายเสื่อมถอยลงจึงเป็นบุคคลที่ต้องการการดูแลอย่างเอาใจใส่และถูกสุขลักษณะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยไม่มองข้ามการพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการป่วยไข้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ดังนั้นการป้องกันจึงย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ
โรคที่มักเกิดกับผู้สูงอายุมีหลายโรค ที่เป็นโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ และมักบั่นทอนกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ดังนั้น การมีความเข้าใจในโรคของคนชราแต่ละคน และดูแลอย่างถูกต้อง แม้อาจจะไม่ได้ทำหายขาดทันที แต่ก็สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคเหล่านี้ได้ ซึ่งโรคทั่วไปที่พบประจำ ดังนี้
1.โรคเบาหวาน เป็นโรคยอดนิยมที่มักเกิดกับคนแก่หลายๆคน เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น การดูแลต้องดูแลทั้งเรื่องอาหารการกินที่มีน้ำตาลน้อย และต้องระวังอย่าให้เป็นแผลเพราะแผลนั้นอาจจะลุกลาม และหายช้ามาก ต้องกินยาและไปพบหมอตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
2.โรคความดันโลหิตสูง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และส่งผลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะไม่อาจจะทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ตามลำพัง จำเป็นต้องมีคนดูแลใกล้ชิด ต้องควบคุมเรื่องอาหาร และต้องวัดแรงดันโลหิตอยู่เสมอ หากเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นพิเศษ
3.อาการปวดหลัง เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายและกระดูกถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน เมื่อแก่ตัวลงก็มักเกิดอาการปวดหลังอยู่เป็นประจำ จะต้องกินยาหรือทายา และงดกิจกรรมหนักๆ เช่น วิ่งหรือยกของหนักทั้งหมด แต่ก็ยังอาจจะมีอาการปวดหลังอยู่ดี ดังนั้นผู้ที่ดูแลต้องคอยหายาให้กิน ทายาให้ เป็นเพื่อนพูดคุย อย่าให้ผู้สูงอายุเครียด
4.นอนไม่หลับ อาการนอนไม่หลับไม่ได้เกิดเฉพาะกับวัยทำงานเท่านั้น กับผู้สูงอายุอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายก็เกิดขึ้นได้มาก ควรแข็งใจข่มตานอนให้ตรงเวลา เน้นว่า หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน เพราะกลางคืนอาจจะนอนไม่หลับ หาหนังสือมาอ่านก่อนนอน จะได้มีสมาธิ และง่วงนอน และหลีกเลียงเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆที่มักทำให้ใจสั่น
แนวทางการบริบาลขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1.การประเมินผู้สูงอายุ ได้อย่างถูกต้อง โดยการวัดสัญญาณชีพ การสังเกต อาการ สีผิว การพูดคุย การเคลื่อนไหว อาการมองเห็นและการได้ยิน ฯลฯ
2.การทำความสะอาดร่างกาย เช่น การปฏิบัติการอาบน้ำบนเตียง การเช็ดตัวลดไข้ การสระผมบนเตียง การตัดเล็บให้สั้น การแปรงฟัน ฯลฯ เพื่อป้องกันโรคผิวหนัง เป็นต้น
3.การจัดหารอาหาร เช่น การให้คำแนะนำ หรือการสาธิตการทำอาหารอ่อน การทำอาหารเหลว และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารสำหรับโรค เป็นต้น
4. การขับถ่าย เช่น การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกการขับถ่าย ผลไม้ที่ส่งเสริมการขับถ่าย การออกกำลังกาย เพื่อให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว ป้องกันภาวะท้องเฟ้อหรือท้องอืดได้
5.การออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายบนเตียง หรือการร่วมกิจกรรมการเต้นแอโรบิคในชุมชน เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้กล้ามเนื้อเข็งแรง และส่งเสริมการไหลเวียของเลือดได้สะดวก
6. การพักผ่อน เช่น จำนวนการนอนที่เหมาะสม การทำสมาธิเพื่อส่งเสริมให้หลับ แนะนำญาติจัดทำความสำอาดที่นอน และห้องนอนให้สะอาด มีลมถ่ายเทสะดวกเพื่อส่งเสริมการนอนหลับสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
7. การรับประทานยา เช่น การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยา อาการข้างเคียงของยาเมื่อมีอาการแพ้ การไปรับยาเมื่อยาใกล้หมด เป็นต้น
8.การตรวจตามนัดของแพทย์ เช่น การทบทวนวันแพทย์นัด และการเตรียมตัวก่อนไปตรวจรักษาตามวันเวลาแพทย์นัด เป็นต้น
9.การตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การแนะนำและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการไปตรวจโรคตามวันคลีนิคของโรงพยาบาล การให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจโรคประจำปี เป็นต้น
10. การร่วมกิจกรรมชุมชน เช่่น การมีส่วนร่วมงานวันผู้สูงอายุ พิธีกรรมทางศาสนา การฝึกสมาธิ เป็นต้น
ถ้าหากผู้บริบาลเข้าใจในบริบทของการเปลี่ยนแปลง การเจ็บป่วย ความรู้ความเข้าในสิ่งที่ถูกต้อง ย่อมนำไปสู่การบริบาลที่ดีมีคุณภาพ สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพอนามัยที่ดีของผู้สูงอายุ ครอบครัวและชุมชน รวมทั้งการจัดการสุขภาพที่สอดรับกับแนวทางการดูแลรักษาพยาบาลของทีมสุขภาพอย่างแน่นอน และเป็นฐานของการนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดีขึ้นต่อไป และในขณะเดียวกับหากผู้บริบาลเข้าใจและผ่านการปฏิบัติงานอย่างยาวนานภายใต้การใฝ่รู้อย่างตั้่งใจ ยอ่มส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผู้บริบาลที่ดีเช่นกัน
แหล่งอ้างอิง
1.https://www.eldercareth.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8/
2.https://www.samitivejhospitals.com/th/10%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2/
3.file:///C:/Users/Gateway/Desktop/30284-Article%20Text-66740-1-10-20150205.pdf
4.https://www.bangpakok8.com/care_blog/view/22
5.http://hp.anamai.moph.go.th/soongwai/statics/about/soongwai/topic005.php
6.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2551). เอกสารการสอนชุดวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ หน่วยที่ 11-15 (พิมพ์ครั้งที่ 8). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
7.สมจินต์ เพชรพันธุ์ศรี. (2550). การพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูสภาพ: ประยุกต์ใช้ในผู้สูงอายุ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ์.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น